การซักประวัติ คือ อะไร?
คำถามนี้ เวลาถามนักกายภาพบำบัดที่ทำงานแล้ว มักจะโดนถามกลับว่า "ถามทำไม ปกติก็ซักอยู่แล้ว ซักมากกว่าซักผ้าอีก" ... โอเค ทำงานมานานแล้ว ซักประวัติบ่อย เข้าใจ
ไม่เป็นรัย ถามเด็กลงมาอีกหน่อย ปี 4 พอถามไป ได้รับคำถามกลับมาว่า "พี่ๆ อาการสำคัญ คือ อะไร" หรือ "พี่ๆ มีท่าออกกำลังกายเจ๋งๆ มั้ย" โอเค กำลังจะจบการศึกษา อยากได้ของดีๆ เทคนิคดีๆ ไปใช้งาน
อ่ะ... ถามเด็กลงมาอีกก็ได้ ปี 3 ถามไป โดนถามกลับมาอีก "พี่ๆ หนู analyze ถูกมั้ย" เอ่อออออ.... ลืมไป ปีนี้มาเพื่อ analyze เป็น first priority...
หันไปหันมา เหลือปี 2 พอตั้งคำถาม
CI นุ : "รู้จักหรือไม่ การซักประวัติ คือ อะไร?"
นศก : "รู้ค่ะ รู้ การซักประวัติ คือ ...บลาาาาาฟฟฟฟาา" อืมม... ฟังแล้วดูทฤษฎีแน่นดี น่าจะเข้าเค้า
CI นุ : "ดีครับดี วันนี้มีผู้ป่วยมาให้ซักประวัตินะครับ พร้อมมั้ย"
นศก : ทำหน้าเหวอใส่...."พี่คะ จะดีหรือคะ"
CI นุ : "หืมมม ไม่มั่นใจหรือครับ"
นศก : "หนูไม่เคย....อ่ะค่ะ" (อืมม เข้าใจ ยังบริสุทธิ์อยู่)
จากนั้น ผมก็ไปนั่งให้กำลังใจข้างๆ
นศก : "คุณป้า เป็นอะไรมาคะ"
ผู้ป่วย : "อ่อนแรงน่ะลูก..."
นศก : "ทำไมอ่อนแรงคะ..."
ผู้ป่วย : "มันไม่มีแรง ยกแขนไม่ไหวลูก..."
นศก : "แล้ว...ทำไมยกแขนไม่ไหวล่ะคะ"
ผู้ป่วย : ........ แล้วก็หันมาหาผม ให้ผมเป็นญาติผู้ป่วยซะงั้น
CI นุ (ผม) : เอ่ออออออ
เชื่อหรือไม่ครับ นี่เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ กับทุกคนตอนเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 ที่ลงฝึกงานทางคลินิกครั้งแรก
ที่เป็นเช่นนี้ เพราะเหตุผลสั้นๆ ครับ "ไม่รู้จะซักอย่างไร"
การที่ไม่รู้จะซักอะไร ไม่ใช่ความผิดอะไรของนักศึกษาชั้นปีที่ 2 ครับ แต่มันเกิดจาก การซักประวัติ มันมีอะไรมากกว่าถามว่า "เป็นอะไรมาคะ"
สมัยที่เรียนปริญญาโท ผมได้กลับมาเรียนวิชาที่ลงชื่อว่า Advanced..... เกือบทุกวิชา แต่เชื่อมั้ยครับว่า วิชาที่เรียนนั้น คือ Advanced of basic knowledge ทุกวิชาเลยครับ ที่มันทำให้ดูเหนือกว่าวิชาปริญญาตรี คือ มีหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-based practice : EBP) เข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง และมีการคิดที่เป็นองค์รวม แต่ตรงนั้นไม่สำคัญ สำคัญมีวิชาหนึ่งที่ต้องไปเรียนกับศาสตร์หลายๆ อย่าง กับผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน มีท่านหนึ่งที่ให้ข้อนึกคิดขึ้นมา คือ อ.หมอนิพนธ์ ท่านกล่าวไว้ว่า "การซักประวัติ คือ กระบวนการมากกว่าร้อยละ 80-90 ของการรักษา ถ้าซักประวัติดี แทบไม่ต้องตรวจร่างกาย ก็วินิจฉัยและรักษาได้ตรงโรค"
ผมตอนนั้นได้รับฟัง ก็นั่งคิดว่า มันจะจริงหรือ คิดไปคิดมา มันจริงนะ ตอนทำกายภาพบำบัดเคสผู้ป่วย ก็จะถามแล้วตรวจตามปัญหา ไม่เหวี่ยงแห ตรงประเด็นจริงๆ แต่มีจุดบ่งชี้อยู่ 1 อย่างที่สำคัญ คือ
"ถ้าซักประวัติดี แทบไม่ต้องตรวจร่างกาย"
แล้ว จะ ซักประวัติให้ดีอย่างไร
จริงๆ วันที่เรียน อาจารย์หมอ ได้สอนให้เข้าใจแล้วว่าทำอย่างไรถึงจะซักประวัติได้ดี แต่ท่านไม่ได้สอนให้ซักประวัติ แต่ท่านสอน Type of weakness จากคำถามว่า ผู้ป่วยมาพบเราด้วยอาการอ่อนแรง เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอ่อนแรงที่มาคือ อ่อนแรงแบบไหน
ทำให้ผมได้คำตอบว่า การซักประวัติที่ดี คือ รู้หรือยังว่าอาการที่มา หรือ โรคที่เป็น มีการแสดงอย่างไร มีพยาธิสภาพอย่างไร ซึ่งนักศึกษาชั้นปีที่ 2 ตอบไม่ได้แน่ๆ เพราะยังไม่เรียนลงไปอย่างลึกซึ้ง แล้วจะซักประวัติอย่างไร
การซักประวัติเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ การให้นักศึกษาชั้นปีที่ 2 ซักประวัติ เป็นกระบวนการหนึ่งที่ให้ได้ฝึกทักษะ ซึ่งเป็นส่วนของศิลป์ ให้สามารถใช้คำพูดอย่างมีความถูกต้อง ดีงาม สละสลวย และสื่อถึงความเป็นผู้รักษาที่ตั้งใจเข้ามาดูแลผู้ป่วยครับ ส่วนศาสตร์หรือองค์ความรู้จะดำเนินการไปพร้อมกัน เพื่อให้รู้ลงไปในรายละเอียดของโรคหรืออาการนั้นๆ ครับ
บทเริ่ม นี่ก็เยอะแล้ว... ผมจะฝากรูปที่เขียนไว้คร่าวๆ ให้ดูกัน ซึ่งจะอธิบายให้ในการซักประวัติ...บทที่สองครับ
สำหรับ ปี 2 และปี 3 เทอมต้น ภาพนี้ คือ แนวการถาม การซักประวัติ
สำหรับ ปี 3 เทอมปลาย และปี 4 ภาพนี้ คือ แนวการจัดความคิดเกี่ยวกับการซักประวัติ ซึ่งเป็นการฝึกตาม motor control and learning ให้กับตัวเองครับ
ขอบคุณครับ
อนุชัย


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น