บทความเรื่องทุนครั้งที่ผ่านมา(ทุน 7 ประการ ตอนที่1) ผมได้กล่าวถึง ทุน 3 อย่างที่เป็นทุนภายในตัวเราเอง คือ ทุนความดี อันเป็นปฐมทุน ทุนเวลา และทุนความพยายาม บทความนี้ผมจะกล่าวถึงทุนอีก 3 ทุน ที่เป็นทุนที่ต้องใช้ 3 ทุนแรกนี้มาสร้างเพิ่มครับ
ทุนตัวที่ 4 คือ ทุนความรู้ ครับ ผมไม่มีข้อโต้แย้งนะครับว่า ก่อนจะได้ความรู้ในวิชาต่างๆ ต้องจ่ายเงินเพื่อไปเรียนมา แต่อยากให้พิจารณาดังนี้ครับว่า ถ้าเราอยากปลูกต้นไม้ให้เป็น นอกจากใช้เงินไปลงเรียนวิชาแล้ว ยังจำเป็นต้องมีอะไรเพื่อช่วยให้ได้ความรู้มา คำตอบ คือ ต้องมีจิตใจที่ดีอยากจะได้ความรู้ ต้องใช้เวลาและความพยายามเพื่อเรียนรู้มา อันความรู้ที่อยากได้รับมา เสียเงินลงไป แต่ไม่ทุ่มเท ทั้งจิตใจ เวลา และความพยายาม ความรู้ย่อมไม่เกิดขึ้นแน่นอนครับ
การจะได้รับความรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง จำต้องอาศัยการสะสม ซึ่งการสะสมเป็นเรื่องของระยะเวลา (1) และต้องอาศัยการขัดเกลา (2) การขัดเกลาเพื่อให้จากที่ไม่รู้เลย จนเกิดความชำนาญได้นั้น ต้องมีความพยายามมุ่งมั่นไม่ย่อท้อ และใจเย็นพอที่จะรออย่างอดทน เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการเรียนให้เกิดความรู้ได้ครับ
เมื่อมีความรู้ จำต้องทำให้เกิดทุนตัวที่ 5 ขึ้นมา คือ ทุนปัญญา ครับ
ความรู้คู่เปรียบด้วย กำลังกายแฮ
สุจริตคือเกราะบัง ศาสตร์พ้อง
ปัญญาประดุจดัง อาวุธ
กุมสติต่างโล่ป้อง อาจแกล้วกลางสนาม
ที่มา : โคลงสุภาษิตโสฬสไตรยางศ์ พระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2423
ความรู้ เป็นสิ่งที่ต้องพยายามแสวงหา อดทนเรียนรู้จนสำเร็จ สำหรับปัญญา คือ การใช้ความรู้ที่มีไปพัฒนา และทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ คำว่าเป็นประโยชน์นั้นต้องประกอบด้วยความดี จึงเป็นประโยชน์สุขได้
หลายคนน่าจะเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า "มีความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด" กันมาบ้าง ความหมายของคำกล่าวนี้ คือ ศึกษาจนมีความรู้มากมาย แต่ไม่ใช้ปัญญา นำความรู้ที่มีมาใช้ ทั้งเรื่องที่ยากและเรื่องที่ง่าย คือ การทำงานเลี้ยงชีพ
การมีปัญญา เหมือนกับการออกสงครามที่ทหารใช้กำลังไปป้องกันประเทศ โดยการใช้ปัญญา คือ การใช้ความรู้เปรียบดังอาวุธไปต่อสู้กับปัญหาครับ แต่ที่สำคัญการรบไม่ได้มีแต่อาวุธ แต่ต้องมีเกราะคุ้มกันและโล่ป้องกัน ซึ่งการมีปัญญาอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องมีคุณธรรมและมีสติเพื่อให้ความรู้ที่ได้ใช้ไป เกิดประโยชน์สุขได้ครับ
สำหรับทุนตัวที่ 6 ที่จะกล่าวต่อไป คือ ทุนนวัตกรรม หรือ Innovation ครับ
จบไปแล้วสำหรับทุนอีก 3 อย่าง คือ ทุนความรู้ ทุนปัญญา และทุนนวัตกรรม รวมกับทุน 3 ประการแรก คือ ทุนความดี ทุนเวลา และทุนความพยายามแล้ว จะเป็นทุน 6 อย่างที่เราทุกคนสร้างได้ ในบทถัดไปจะเป็นทุนอย่างสุดท้าย ซึ่งผมยกไว้เป็นบทเดี่ยวๆ คือ ทุนสังคม ครับ รอติดตามบทถัดไปนะครับ
ความรู้ เป็นสิ่งที่ต้องพยายามแสวงหา อดทนเรียนรู้จนสำเร็จ สำหรับปัญญา คือ การใช้ความรู้ที่มีไปพัฒนา และทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ คำว่าเป็นประโยชน์นั้นต้องประกอบด้วยความดี จึงเป็นประโยชน์สุขได้
หลายคนน่าจะเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า "มีความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด" กันมาบ้าง ความหมายของคำกล่าวนี้ คือ ศึกษาจนมีความรู้มากมาย แต่ไม่ใช้ปัญญา นำความรู้ที่มีมาใช้ ทั้งเรื่องที่ยากและเรื่องที่ง่าย คือ การทำงานเลี้ยงชีพ
การมีปัญญา เหมือนกับการออกสงครามที่ทหารใช้กำลังไปป้องกันประเทศ โดยการใช้ปัญญา คือ การใช้ความรู้เปรียบดังอาวุธไปต่อสู้กับปัญหาครับ แต่ที่สำคัญการรบไม่ได้มีแต่อาวุธ แต่ต้องมีเกราะคุ้มกันและโล่ป้องกัน ซึ่งการมีปัญญาอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องมีคุณธรรมและมีสติเพื่อให้ความรู้ที่ได้ใช้ไป เกิดประโยชน์สุขได้ครับ
สำหรับทุนตัวที่ 6 ที่จะกล่าวต่อไป คือ ทุนนวัตกรรม หรือ Innovation ครับ
การจะสร้างนวัตกรรม ไม่เป็นเพียงแต่ต้องอาศัยองค์ความรู้และการสร้างสรรค์เท่านั้น การสร้างนวัตกรรมจะต้องสร้างประโยชน์กลับมายังสังคมโดยรวมด้วยจึงเป็นนวัตกรรมที่สมบูรณ์ อันที่จริงการสร้างนวัตกรรมขึ้นมา เราไม่จำเป็นต้องคิดการใหญ่ เช่น การคิดค้นสร้างโทรศัพท์แบบ อเล็กซานเดอร์ แกรห์ม เบลล์ (Alexander Graham Bell) หรือ การคิดค้นสร้างเครื่องบินแบบพี่น้องตระกูลไรท์ (Wright brothers) ขอให้ใช้ทุนความรู้ที่มี รวมกับการสร้างสรรค์ และคิดถึงประโยชน์ต่อผู้อื่นหรือสังคม ก็สามารถเป็นนวัตกรรมที่สมบูรณ์ได้ครับ
ตัวอย่างนวัตกรรมแบบไม่ต้องลงทุนมากในที่ทำงานของผม ได้แก่ การตีเส้นวงประตูเพื่อป้องกันผู้ป่วยถูกประตูชนโดยไม่ตั้งใจของนักศึกษากายภาพบำบัด ทำโดยติดสติกเกอร์สีเข้มเห็นชัดตามวงของประตูเปิด สามารถลดความเสี่ยงการถูกชนโดยไม่ตั้งใจจนเหลือ 0 หรือการคิดเทคนิคการห่อผ้าร้อนแบบซองจดหมายของพี่ผู้ช่วยนักกายภาพบำบัด เพื่อให้ผ้าร้อนไม่หลุดออกจากผ้า ได้ความร้อนทั่วถึงไม่เป็นอันตรายต่อผู้ป่วย เป็นต้น ซึ่งไม่ได้ใช้ค่าใช้จ่ายที่สูง ใช้ความรู้ที่มี รวมถึงเป็นการคิดเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมด้วยครับ
ตัวอย่างนวัตกรรมแบบไม่ต้องลงทุนมากในที่ทำงานของผม ได้แก่ การตีเส้นวงประตูเพื่อป้องกันผู้ป่วยถูกประตูชนโดยไม่ตั้งใจของนักศึกษากายภาพบำบัด ทำโดยติดสติกเกอร์สีเข้มเห็นชัดตามวงของประตูเปิด สามารถลดความเสี่ยงการถูกชนโดยไม่ตั้งใจจนเหลือ 0 หรือการคิดเทคนิคการห่อผ้าร้อนแบบซองจดหมายของพี่ผู้ช่วยนักกายภาพบำบัด เพื่อให้ผ้าร้อนไม่หลุดออกจากผ้า ได้ความร้อนทั่วถึงไม่เป็นอันตรายต่อผู้ป่วย เป็นต้น ซึ่งไม่ได้ใช้ค่าใช้จ่ายที่สูง ใช้ความรู้ที่มี รวมถึงเป็นการคิดเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมด้วยครับ
จบไปแล้วสำหรับทุนอีก 3 อย่าง คือ ทุนความรู้ ทุนปัญญา และทุนนวัตกรรม รวมกับทุน 3 ประการแรก คือ ทุนความดี ทุนเวลา และทุนความพยายามแล้ว จะเป็นทุน 6 อย่างที่เราทุกคนสร้างได้ ในบทถัดไปจะเป็นทุนอย่างสุดท้าย ซึ่งผมยกไว้เป็นบทเดี่ยวๆ คือ ทุนสังคม ครับ รอติดตามบทถัดไปนะครับ
ขอบคุณครับ
อนุชัย
เครดิตภาพ จาก
https://mgronline.com/stockmarket/detail/9620000034073







